ประวัติพัทลุง ตอนที่๓

               ตอนที่ 3 นี้ จะเล่าเรื่องราว ตั้งแต่ยุคสมัยอาณาจักรกรุงศรีอยุธญา ไปจนถึง ธนบุรี ก่อนจะเข้าสู่ยุครัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบัน

สมัยอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา

เริ่มปรากฏชัดเจน ในปลายพุทธศตวรรษที่ 19  ในรัชสมัยพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) เมืองพัทลุงเป็นเมืองชั้น ตรี เมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองชั้นเอก  ขึ้นตรงกับกรุงศรีอยุธยา  ใน พ.ศ. 1927 สมเด็จพระราเมศวร ยกทัพไปตีเชียงใหม่ได้ชัยชนะ และกวาดต้อนเชลยศึกชาวเหนือ มาไว้ที่เมืองพัทลุง  เมืองสงขลา  เมืองนครศรีธรรมราช  เป็นจำนวนมาก

               พงศาวดารเมืองพัทลุงภาคที่ 15 กล่าวว่า พ.ศ. 2057 พระยาธรรมรังคัล เป็นเจ้าเมืองพัทลุง ซึ่งตั้งอยู่ที่จะทิ้งพระ ได้นิมนต์พระอโนทัสสี ไปเชิญพระมหาธาตุเจ้า มาจากลังกาทวีป  มาก่อเจดีย์สูง 1 เส้น บรรจุพระมาหาธาตุ สร้างวัด อุโบสถ ศาลา วิหาร  ก่อกำแพงล้อมเขตวัดสูง 6 ศอก ณ เชิงเขาพิพัทสิงห์ เรียกว่า “วัดหลวง”  แล้วบอกถวายพระราชกุศลเข้ากรุงศรีอยุธยาโปรดเกล้าให่มีตรา คชสีห์ และตรา โกษาธิบดี ออกมาเบิกค่าส่วย ละภูมิเรือก สวน ไร่ นา ขาดจากส่วยหลวง  ค่าโปรดคนทานพระกัลปนาไว้สำหรับวัดหลวงสืบไป

พระมหาธาตุเจดีย์ เขาพิพัทสิงห์ (วัดพะโคะ)

พระมหาธาตุเจดีย์ เขาพิพัทสิงห์ (วัดพะโคะ)

               ต่อมา พระยาธรรมรังคัล สร้างพระพุทธรูปเรียงไว้ 7 องค์ ณ วัดเขียนบางแก้วเรียกว่า “พระแก้วคุลาศรีมหาโพธิ์” เป็นพระปางค์สามธิ องค์ใหญ่ไว้กลางแจ้งก่อด้วยศิลาแลงห่างกันประมาณ 10-15 วา ปัจจุบัน เสื่อมโทรม ตามสภาพ ยังคงหลงเหลืออยู่เพียงองค์เดียว

               พ.ศ. 2091 สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์  พระสามีอิน ชาวบ้านสทัง ได้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดเขียนบางแก้ว  และวัดสทัง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล  พระสามีอิน ได้เดินทางเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา ซึ่งขณะนั้นมีศึกสงครามอยู่(ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเป็นศึกด้านใด) อยุธยาเห็นว่าสู้ไม่ได้จึงหาคนอาสาออกสู้ศึก พระสามีอินรับอาสาโดยขอม้า 1 ตัว กับ ชีปะขาว(นักบวช) 500 คน ยกกำลังออกปราบศึกจนสำเร็จ ด้วยความดีความชอบจึงโปรดเกล้า พระราชทาน สมณศักดิ์เป็น “พระครูอินทโมลีศรีนันทราชฉัตรทันต์ จฬามณีศรีราชปัญญา จาริยานุชิต พิพิธรัตนราชวรวงษ์พงษ์ภักดี  ศากยบุตรอุปดิศเถร” คณะป่าแก้ว มีอำนาจควบคุมวัดทั้งในพัทลุงและนครศรีธรรมราช รวม 289 วัด 

ในรัชกาลเดียวกัน แผดงศรีภิรมย์เจ้าเมืองพัทลุง ได้สร้างพระวิหาร และก่อรูปพระโคตมะ บนเขาพิพัทสิงห์   ชาวบ้านเรียกกันว่า  “วัดพะโคะ” จนถึงบัดนี้

สมัยออกหลวงเยาวราชเป็นเจ้าเมืองพัทลุง ได้มีโจรสลัดอาแจะ อาหรู บุกเข้าปล้นสดม เมืองพัทลุง ทำลายวัดวาอารามเสียหาย จนเจ้าเมืองพัทลุงกลัวความผิดต้องกินยาตาย หมื่นอินทรพงษาบุตร ขุนศรีชนา ได้เข้าไปอยุธยา จึงโปรดเกล้าให้มารับราชการต่อมา

สมัยออกเมืองภักดีเทพเป็นเจ้าเมืองพัทลุง ได้เกลี่ยกล่อมไพร่ส่วนที่อพยพหนี เมื่อครั้งโจรสลัดบุกปล้นสดม ให้กลับภูมิลำเนาเดิม

พ.ศ. 2141 – 2144 รัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช   สมัยออกเมืองคำ พวกโจรสลัดอุซงฆตนะ เข้าปล้นโจมตีเมืองพัทลุงเสียหายยับเยิน  ออกเมืองคำหนีเอาตัวรอด ราษฎรส่วนหนึ่งอพยพหนีไปอยู่ต่างเมือง ทางกรุงศรีอยุธยาเห็นว่าศึกเหลือกำลัง จึงมิได้เอาผิดต่อเจ้าเมืองแต่อย่างใด

ปลายพุทธศตวรรษที่ 21 กรุงศรีอยุธยามีศึกจากพม่ามาประชิดกรุง ทำให้อำนาจการควบคุมหัวเมืองต่างๆอ่อนด้อยลงไปด้วย ส่วนหัวเมืองปักษ์ใต้ ทั้ง เมืองปัตตานี เมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา  มีความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นจากการทำการค้าขาย กับฮอลันดา  

 ต้นพุทธศตวรรษที่ 22    เมืองพัทลุงถูกปกครองโดย เจ้าเมืองที่นับถือศาสนาอิสลาม ชื่อ ตาตุมะระหุ่ม(สุลต่าน สุไลมาน ต้นตระกูล ณ พัทลุง) ตั้งเมืองอยู่ที่หัวเขาแดง จากบันทึกของฮอลันดากล่าวว่า  เมืองปัตตานี ก่อกบฏ คิดแยกตัวจากกรุงศรีอยุธยา  ยกทัพเข้าตีเมืองพัทลุงที่หัวเขาแดง ตามหนังสือประวัติศาสตร์ ตระกูลสุลต่านสุไลมานกล่าวว่า “เมืองพัทลุง ตั้งอยู่ที่หัวเขาแดง ที่ถูกพวกปัตตานีโจมตีนั้น ตาตุมะระหุ่ม(สุลต่าน สุไลมาน)  หาได้ทิ้งเมืองไม่ คงปรับปรุงเมืองขึ้นใหม่ให้แข็งแรงเพื่อเตรียมรับการโจมตีใหม่ แต่ได้มอบหมายให้ท่านสุไลมาน เพรีชี ผู้เป็นน้องชายไปสร้างเมืองใหม่ที่เขาชัยบุรี ไว้สกัดกั้นศึกจากทางบก

ต่อมา เมือเสร็จสิ้นจากศึกสงคราม เมืองพัทลุง ที่หัวเขาแดงกลายเป็นเมืองสงขลา โดยปริยาย ปกครองโดย ตาตุมะระหุ่ม(สุไลมาน) ส่วนเมืองพัทลุงที่เขาชัยบุรี กลับกลายเป็นเมืองพัทลุงที่ตั้งใหม่ ปกครองโดย ตาตุมะระโหม ผู้เป็นน้องชาย

รูปปั้น ตาตุมะระโหม (เพรีชี) ที่พระธาตุเจดีย์ วัดเขาเมืองเก่า

รูปปั้น ตาตุมะระโหม (เพรีชี) ที่พระธาตุเจดีย์ วัดเขาเมืองเก่า ต.ชัยบุรี

         ในสมัยการปกครองของท่านเพรีชี ที่เมืองเก่าชัยบุรี ได้มีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้นที่เมืองไทรบุรี ท่านจึงได้ยกทัพไปทางไทรบุรี แต่เมืองเดินทางไปถึงเมืองชะรัด(ต.ชะรัด อ.กงหรา จ.พัทลุง ในปัจจุบัน) ก็ได้เกิดล้มป่วยถึงแก่อสัญกรรม เหล่าผู้ติดตามจึงฝังศพท่านไว้ที่นั่น  และพากันตั้งถิ่นฐาน เป็นชุมชนมุสลิมอยู่ที่นั่น จนถึงปัจจุบัน ชาวบ้านเรียกที่ฝังศพ ตาตุมะระโหม เพรีชีว่า “สุสานทวดโหม”

               ต่อมา สมัยพระยาราชบังสัน(ตะตา) ได้สร้างกำแพงเมือง และปืนใหญ่บาเรียมขึ้นหกกระบอก เนื่องจากมีฐานะเป็นเมืองประเทศราช เจ้าเมืองมีหน้าที่ สำเร็จราชการ ถวายต้นไม้เงินต้นไม้ทองทุกปี  มีอาณาเขตกว้างขวาง  มีเมืองขึ้นเป็นเมืองจัตวา 4 เมืองคือ เมืองปะเหลียน เมืองจะนะ เมืองเทพา และเมืองสงขลา(หัวเขาแดงปากน้ำของเมืองพัทลุง) ซึ่งเดิมสงขลาเคยแข็งเมืองในสมัยพระนารายณ์มหาราช แต่ถูกปราบปรามสำเร็จจึงให้มาขึ้นกับเมืองพัทลุง พ.ศ. 2223 ได้อพยพกองกำลังทั้งหมดของ มุสตาฟา เจ้าเมืองหัวหัวแดง(บุตรสุลต่านสุไลมาน)ไปอยู่ที่เมืองไชยา ส่วนผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี อาทิเช่น ฮุสเซ็น (ออกญาจักรี น้องชาย มุสตาฟา) ให้ไปอยู่กรุงศรีอยุธยา และโปรดฯให้กลับมาปกครองเมืองพัทลุงใน พ.ศ. 2229

               ถึงสมัย พระภักดีเสนา (แขก)ได้เกิด สงครามในกรุงศรีอยุธยา พระภักดีเสนาต้องเข้าไปช่วยราชการในกรุงศรีอยุธยา และได้ถึงแก่กรรมในสงคราม พ.ศ. 2310 เมืองพัทลุงที่เขาชัยบุรีจึงล่มสลายตั้งแต่นั้นมา รวมอายุการตั้งเมืองได้ 97 ปี

รายนามเจ้าเมืองพัทลุง ที่ เขาชัยบุรี

รายชื่อเจ้าเมืองพัทลุง ที่ปรากฎ

*****

สมัยกรุงธนบุรี

               เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงแก่พม่า เหล่าบรรดาหัวเมืองต่างๆที่ขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา ต่างพากันตั้งตัวเป็นใหญ่ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช(หนู) ประกาศตนเป็นอิสระ  ตั้งชุมนุมขึ้นเรียก “ชุมนุม-เจ้านคร”  มีอำนาจปกครองหัวเมืองมลายูทั้งหมด  เจ้าพระยานครได้ส่งหลานชื่อพระยาท่าเสม็ด มาปกครองเมืองพัทลุง พัทลุงได้ย้ายเมืองมาอยู่ที่ บ้านปราณ (ท่าเสม็ด) อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ครองเมืองอยู่ได้ 1 ปีก็ถึงแก่กรรม  เจ้าพระยาพิมลขันธ์มาเป็นเจ้าเมืองพัทลุงแทน

               พระยาพิมลขันธ์ อดีต เป็นสามีท้าวเทพกษัตรี เมืองถลาง แต่ด้วยบาดหมางกับพระยาถลาง(อาด)ซึ่งเป็นน้องชายท้าวเทพกษัตรี ท้าวศรีสุนทร  พระยาพิมลขันธืได้ย้ายเมืองไปอยู่ที่บ้านควนมะพร้าว ภายหลังเรียกว่า “บ้านพญาขันธ์” ในปัจจุบัน ต่อมาพระเจ้าตากสินมหาราชยกทัพมาตี ชุมนุมพระยานคร เจ้าพระยานคร และพญาขันธ์ได้ยกทัพหนี ทิ้งเมืองไปอยู่ปัตตานี จนพระเจ้าติดตามไปถึงเมืองปัตตานี ทั้งสองจึงถวายตัวสวามิภักดิ์  พระเจ้าตากสินโปรดเกล้าให้ นายจันทร มหาดเล็กมาเป็นเจ้าเมืองแทนเจ้าเมืองเชื้อสายตระกูล ณ พัทลุง

               การกระทำดังกล่าวทำให้ ตระกูล ณ พัทลุง ต่อต้านเจ้าเมืองพัทลุงคนใหม่ พบในพงศาวดารเมืองพัทลุง ซึ่งเขียนโดยหลวงศรีวรฉัตร(พิณ จันทโรจน์วงศ์) กล่าวว่านายจันทรมหาดเล็กเจ้าเมืองพัทลุง ว่าราชการได้ 3 ปี ก็ถูกถอดจากราชการ  ตำแหน่งเจ้าเมืองพัทลุงจกตกแก่ ตระกูล ณ พัทลุง อีกครั้งในปี พ.ศ. 2315 พระเจ้าตากสินมหาราชได้โปรดเกล้าฯให้ นายขุน บุตรพระยาราชบังสัน (ตะตา) เป็นเจ้าเมืองพัทลุง เรียกว่า “พระยาพัทลุง ขุนคางเหล็ก” ได้ย้ายเมืองมาอยู่ที่บ้านโคกลุง พระยาพัทลุง(ขุนคางเหล็ก)มีที่ท่าเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนา คงเนื่องจากพระยาพัทลุง ซึ่งจงรักภักดีต่อพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นอันมาก และทราบว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเลื่อมใสในพุทธศาสนา จนกระทั่งไม่พอพระทัยให้ศาสนาอื่นๆที่มีหลักธรรมบางประการขัดต่อพระพุทธศาสนา เข้ามาอิทธิพลกับคนไทย ปรากฏหลักฐานว่าทรงออกประกาศห้ามอย่างเฉียบขาด ใน พ.ศ. 2317 แปลโดย มองเซนเยอร์เลอบอง มีความว่า

                              “…ประกาศของสยาม ลงวันที่ 13 เดือน ตุลาคม ค.ศ. 1774(พ.ศ.2317)

                                   ห้ามมิให้ชาวสยามเข้ารีต และนับถือศาสนาพระมะหะหมัด……”

         ถึงอย่างไร พระยาพัทลุง(ขุนคางเหล็ก) ก็เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธด้วยเหตุผลทางการเมืองเท่านั้น  จากบันทึกของตระกูล ณ พัทลุง ตอนหนึ่งกล่าวว่า พระยาพัทลุง (ทองขาว) บุตรของพระยาพัทลุง ซึ่งเป็นเจ้าเมือง ใน พ.ศ.2334-2360 ยังไม่ยอมให้นำเนื้อหมูเข้าบ้านของท่าน แสดงให้เห็นว่า พระยาพัทลุง(ทองขาว) ยังนับถือศาสนาอิสลาม เพิ่งนับถือศาสนากันจริงๆในรุ่นหลาน

               การเปลี่ยนศาสนาของพระยาพัทลุง(ขุนคางเหล็ก) ดูเหมือนจะไม่ได้ผลทางการเมืองเท่าที่ควร ตระกูล ณ พัทลุง ยังไม่ได้รับความไว้วางใจจากราชธานี  อำนาจและอิทธิพลของเมืองพัทลุงลดลงเรื่อยๆ กล่าวคือ ใน พ.ศ. 2318 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสนับสนุน จีนเหยียง หรือ หลวงสุวรรณคีรี ต้นตระกูล ณ สงขลา เป็นเจ้าเมืองสงขลา อีกทั้งยังยกเมืองสงขลา เมืองปากน้ำของพัทลุงไปขึ้นกับนครศรีธรรมราช ตลอดรัชสมัย ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระยาพัทลุง(ขุนคางเหล็ก) ต้องส่งบุตรธิดาไปถวายตัวในราชธานี จนสิ้นรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ติดตามอ่าน ตอนที่ 4 ซึ่งเป็นเล่าเรื่องราวในยุครัตนโกสินทร์ มาจนถึงปัจจุบัน เร็วๆนี้

กดแชร์ เป็นกำลังใจให้ทีมงานด้วยนะ

แอดไลน์ ติดต่อ แนะนำเรื่องราว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

shares